ข้ามไปยังเนื้อหา

ทำแบบและถอดปริมาณ (Documentation)

ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ข้อความเอง ให้ Revit ดึงชื่อจากโมเดลโดยตรง:

[!IMPORTANT] Preflight Checklist ก่อนเริ่มบท Documentation ตรวจ 3 อย่างนี้ก่อนเสมอ:

  • มี Tag Family ที่ตรงกับ category ที่จะใช้งาน
  • มี Title Block ที่จะใช้จริงในเครื่องหรือใน cloud content
  • ทีมกำหนดแนวทาง Export PDF / DWG และพิกัด (Coordinates) ไว้แล้ว ถ้า 3 อย่างนี้ยังไม่พร้อม บทเอกสารจะสะดุดง่ายกว่าบทอื่น แม้ model จะทำมาถูกแล้วก็ตาม

[!IMPORTANT] เช็กก่อน Tag ทั้งแปลน ให้ลองใช้ Tag by Category กับชิ้นส่วน 1 ชิ้นก่อน ถ้าป้ายขึ้นเป็น ? หรือไม่ขึ้นเลย ให้โหลด tag family ให้ตรง category ก่อน แล้วค่อยใช้ Tag All Not Tagged

[!IMPORTANT] Office Standard Layer ขั้นต่ำของบท Documentation ก่อนใช้บทนี้กับงานทีมจริง ควรมีข้อตกลงขั้นต่ำ 5 เรื่อง:

เรื่องทีมควรกำหนดอะไรไว้ล่วงหน้า
Title Blockใช้ family อะไร, ขนาดกระดาษอะไร, ใครเป็นผู้ดูแล
Sheet namingรูปแบบ Sheet Number และ Sheet Name กลางของทีม
Revisionใช้ revision sequence แบบไหน และใครอนุมัติก่อนส่ง
Export coordinatesใช้ Shared, Project, หรือ workflow เฉพาะของทีม
Schedule handoffตารางใดส่งเป็น PDF, CSV, XLSX และใครเป็น owner

ถ้ายังไม่มีข้อตกลงนี้ หนังสือยังช่วยทำแบบได้ แต่ output อาจยังไม่เสถียรพอสำหรับการส่งมอบระดับทีม

  1. ไปที่แปลน F1
  2. คำสั่ง Annotate > Tag All Not Tagged (ไม่มีคีย์ลัด)
  3. หน้าต่าง Tag All จะเปิดขึ้น เลือก Category ที่ต้องการ:
    • Structural Column Tags (ป้ายเสา)
    • Structural Framing Tags (ป้ายคาน)
    • Floor Tags (ป้ายพื้น)
  4. ติ๊ก Leader ถ้าต้องการเส้นชี้
  5. กด OK -> ชื่อ C1, B1, S20 จะปรากฏขึ้นมาเอง!
  1. คำสั่ง Annotate > Tag by Category (หรือกด TG)
  2. คลิกที่ชิ้นส่วนที่ต้องการ -> ป้ายจะปรากฏ
  3. ลาก Tag ไปวางตำแหน่งที่สวยงาม

[!TIP] Tag แสดงอะไร? ข้อความที่ Tag แสดงขึ้นกับ Label ที่ถูกตั้งไว้ใน Tag Family นั้นๆ บางไฟล์แสดง Type Name, บางไฟล์แสดง Type Mark, Mark หรือพารามิเตอร์อื่น ดังนั้นถ้าป้ายไม่ออกตามที่ต้องการ ให้ตรวจใน Tag Family ก่อน


  1. ไปที่ View > Schedules > Schedule/Quantities…
  2. เลือก Category: Structural Columns -> กด OK
  3. เลือก Fields (คอลัมน์ที่จะโชว์) ตามลำดับนี้:
ลำดับField Nameความหมาย
1Family and Typeชื่อเสา (C1, C2…)
2Base Levelชั้นที่เสาอยู่
3Countจำนวน
4Volumeปริมาตรคอนกรีต (m³)
  1. คลิก Add -> เพื่อย้าย Field ไปฝั่งขวา
  2. ไปที่ Tab Sorting/Grouping:
    • Sort by: Family and Type
    • ติ๊ก ✅ Grand Totals
    • เลิกติ๊ก ❌ Itemize every instance (สำคัญ! เพื่อให้ยุบรวมจำนวน)
  3. ไปที่ Tab Formatting:
    • เลือก Field Volume -> ติ๊ก ✅ Calculate totals
  4. กด OK

ผลลัพธ์: ได้ตารางบอกว่าเสาแต่ละ Type ใช้คอนกรีตรวมกี่ลูกบาศก์เมตร!

  1. View > Schedules > Schedule/Quantities…
  2. เลือก Category: Structural Rebar -> กด OK
  3. เลือก Fields:
ลำดับField Nameความหมาย
1Partitionหมวด (เสา/คาน) — ต้องตั้ง Partition Name ในเหล็กก่อนใช้
2Bar Diameterขนาดเหล็ก (DB10, DB25…)
3Shapeรูปร่าง
4Quantityจำนวนเส้น
5Total Bar Lengthความยาวรวม (m)

[!WARNING] น้ำหนักเหล็กหายไปไหน? Revit ไม่มี Field Total Weight ให้โดยตรง ต้องดึง Total Bar Length ออกมาคูณน้ำหนักต่อเมตรใน Excel เช่น DB12 = 0.888 กก./ม., DB20 = 2.47 กก./ม., DB25 = 3.85 กก./ม. ครับ!

[!TIP] การตั้ง Partition Name: เลือกเหล็กในเสา → Properties → Partition พิมพ์ชื่อ เช่น Column หรือ Beam ถึงจะแยก Schedule ได้ตามหมวดครับ

  1. Sorting: Sort by Bar Diameter
  2. ติ๊ก Grand Totals + Calculate totals สำหรับ Total Bar Length
  3. กด OK

ผลลัพธ์: ได้รายการความยาวเหล็กทั้งหมด พร้อมเอาไปคำนวณน้ำหนักเหล็กเพื่อทำราคา BOQ ต่อได้เลย!


[!TIP] ก่อนจัด Sheet แนะนำให้ย้อนเช็ก naming convention, view template และ QA checklist จากบท Standards & QA/QC เพื่อให้ชุดแบบทั้งเล่มออกมาในมาตรฐานเดียวกัน

[!CAUTION] ถ้าไม่เจอ Title Block ในรายการ บางเครื่องของ Revit 2026 ยังไม่ได้ลง content pack หรือ title block family มาครบตั้งแต่แรก ให้ใช้หนึ่งในสองทางนี้ก่อน:

  • Insert > Load Family แล้วโหลด Title Block จากโฟลเดอร์ content ที่ติดตั้งไว้
  • หรือ Load Autodesk Family แล้วค้นหา Title Block ที่ต้องการ

Load Autodesk Family เป็น workflow แบบ cloud จึงอาจต้อง sign in, มีอินเทอร์เน็ต และสิทธิ์เข้าถึง content ก่อน ถ้าใช้ไม่ได้ ให้กลับมาใช้ Load Family จาก local library ทันที จะปลอดภัยกว่าสำหรับการฝึกทำตามหนังสือ

ชื่อเช่น A1 Metric หรือ A3 Metric อาจต่างกันตาม language/content pack ดังนั้นให้ยึดขนาดกระดาษและประเภท family เป็นหลัก ไม่ต้องยึดชื่อไฟล์แบบตายตัว

  1. คลิกขวาที่ Sheets (All) ใน Project Browser -> New Sheet…
  2. เลือก Title Block:
    • A1 Metric (กระดาษ A1) สำหรับแปลนพื้น
    • A3 Metric (กระดาษ A3) สำหรับรูปตัดย่อย
  3. กรอกข้อมูล Title Block:
    • Sheet Number: เช่น S-101
    • Sheet Name: เช่น STRUCTURAL PLAN - F1
Sheet NumberSheet Nameเนื้อหา
S-001GENERAL NOTESหมายเหตุทั่วไป, สัญลักษณ์
S-101STRUCTURAL PLAN - F1แปลนโครงสร้างชั้น 1
S-102STRUCTURAL PLAN - F2แปลนโครงสร้างชั้น 2
S-201COLUMN SCHEDULEตารางเสา + รูปตัด
S-301BEAM SCHEDULEตารางคาน + รูปตัด
S-401CONCRETE BOQSchedule ปริมาณคอนกรีต
  1. ลาก (Drag & Drop): จาก Project Browser ลาก View ที่ต้องการมาวางลงในกระดาษ:
    • แปลนพื้น (F1 Plan)
    • รูปตัด (Section)
    • ตาราง (Schedule)
  2. จัดตำแหน่งให้สวยงาม (Revit จะ Snap ให้อัตโนมัติ)

เพื่อให้แบบแปลนอ่านง่าย สถาปนิกและวิศวกรทุกคนต้องใช้คำสั่งนี้:

  1. เปิดแปลน F1 (ต้องปิด Properties หรือไม่ได้เลือกอะไรอยู่)
  2. กดคีย์ลัด VV (Visibility/Graphic Overrides)
  3. หาหมวด Structural Columns ในตะกร้า Model Categories
  4. ไปที่คอลัมน์ Cut > Patterns -> คลิกช่อง Override...
  5. ช่อง Foreground Pattern เลือกขีดๆ แบบกากบาท (Diagonal crosshatch) หรือ Solid fill เปลี่ยนเป็นสีเทา -> กด OK
  6. ทำแบบเดียวกันกับหมวด Walls (ผนัง) ให้เป็น Solid fill สีเทาเข้ม
  7. กด OK ออกมาดูผลลัพธ์ -> เสาและผนังรับแรงของคุณจะถูกถมสีอย่างสวยงามแบบมืออาชีพ!
  8. (ขั้นสูง: สามารถบันทึกการตั้งค่านี้เป็น View Template เพื่อไปแปะใช้กับแปลน F2 - F30 ได้ในคลิกเดียว)
  1. คำสั่ง Annotate > Aligned Dimension (หรือกด DI)
  2. คลิกที่ เส้น Grid แรก (เช่น Grid A)
  3. คลิกที่ เส้น Grid ถัดไป (เช่น Grid B)
  4. ลากเมาส์ออกมาด้านนอก -> คลิกวาง Dimension
  5. ผลลัพธ์: ตัวเลข 6000 (หรือ 6.00) ปรากฏอัตโนมัติ!

[!NOTE] ถ้าต้องการ Dimension ต่อเนื่องหลายช่อง (A→B→C→D…) ให้คลิก Grid ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยลากออกมาวาง Dimension ทีเดียว จะได้ Dimension String ต่อเนื่องสวยงาม

[!IMPORTANT] ลำดับก่อน Export

  1. ตรวจชื่อ View และ Sheet
  2. ตรวจ Scale และ View Template
  3. ตรวจ field สำคัญใน Schedule
  4. เปิด sheet จริงดูว่าตารางและ tag ไม่หลุดกรอบ
  5. ค่อย export PDF / DWG / TXT

[!TIP] สำหรับ Revit 2026: ถ้าต้องส่ง Schedule ไปทำงานต่อในสเปรดชีต ให้มอง CSV เป็นตัวเลือกหลักก่อน ในงานทั่วไปลำดับที่ใช้งานได้จริงมักเป็น:

  • CSV หรือไฟล์ข้อมูลจาก Revit สำหรับส่งออกข้อมูลดิบ
  • XLSX เมื่อต้องจัดรูปแบบ คำนวณเพิ่ม หรือรวมรายงานภายนอก วิธีนี้ลดขั้นตอนแปลงไฟล์และเข้ากับ workflow ปัจจุบันมากกว่าใช้ TXT อย่างเดียว
  • Print: Ctrl+P -> เลือกเครื่องพิมพ์ -> เลือก Sheet ที่ต้องการ
  • Export PDF: File > Export > PDF -> เลือก Sheet -> กด Export

[!CAUTION] ให้ export จาก Sheet ที่จัดเสร็จแล้ว ไม่ใช่จาก view เดี่ยว ถ้า export จากแปลนหรือรูปตัดโดยตรง คุณอาจได้ output ที่ไม่มี title block, revision, schedule placement หรือองค์ประกอบหน้าแบบไม่ครบตามชุดส่งจริง

[!TIP] Revision Cloud: ถ้าแก้แบบแล้วต้องส่งใหม่ ให้ใช้ Annotate > Revision Cloud วาดรอบพื้นที่ที่แก้ไข พร้อมใส่เลข Revision ที่ Title Block จะได้ติดตาม Version ของแบบได้ครับ


ผู้รับเหมาหลายรายต้องการไฟล์ .dwg ไม่ใช่ PDF ให้ Export ดังนี้:

  1. ไปที่ File > Export > CAD Formats > DWG
  2. หน้าต่าง DWG Export จะเปิดขึ้น

ตั้งค่าสำคัญ:

ตัวเลือกค่าที่แนะนำเหตุผล
Export<In session view/sheet set>เลือก Sheet ที่ต้องการ
DWG VersionAutoCAD 2018 หรือ 2013ใช้งานได้กับ AutoCAD ทุกรุ่น
Layer SettingsExport layer propertiesเก็บชั้นสีและเส้นไว้ครบ
Coordinateใช้ตามมาตรฐานทีมเลือก Shared เฉพาะเมื่อ project ตั้ง shared coordinates จริง

[!WARNING] อย่าเลือก Coordinate = Shared ถ้ายังไม่ได้ตั้ง Shared Coordinates จริง ถ้าโปรเจกต์ยังไม่ได้ Acquire/Publish Shared Coordinates และยังไม่ได้ตรวจตำแหน่งกับไฟล์อ้างอิง ให้ใช้ค่าพิกัดตามมาตรฐานทีมที่ตกลงกันก่อน เพราะถ้า export ผิดพิกัด ผู้รับปลายทางอาจเปิด DWG แล้วตำแหน่งเพี้ยนทั้งชุดแบบ

[!WARNING] ถ้าไม่แน่ใจเรื่องพิกัด ห้ามเดาแล้ว export การส่ง DWG ด้วยพิกัดผิดอาจทำให้แบบทั้งชุดเลื่อนจากระบบอ้างอิงของทีม และมักแก้ปลายทางยากกว่ากลับมาตรวจให้ชัดก่อนส่งออก

  1. คลิก Tab Export (set) → เลือก Sheet ที่ต้องการ Export
  2. กด Next → เลือก Folder → กด OK

[!WARNING] DWG ที่ Export จาก Revit อ่านได้ในโปรแกรมอื่น แต่แก้ไข Parametric ไม่ได้ เส้นทุกเส้นจะกลายเป็น Lines/Blocks ธรรมดาครับ


[!IMPORTANT] หัวข้อนี้ตั้งใจให้เป็นภาพรวมแบบย่อเท่านั้น ถ้าต้องการ workflow ระดับ production เช่นการตั้ง Mark, Partition, การจัด BBS ใช้งานจริง, lap splice, coupler และการจัดชุด shop drawing ให้ไปต่อที่บท Advanced Rebar & Documentation

BBS คือตารางสรุปเหล็กเสริมสำหรับหน้างาน แสดงขนาด รูปร่าง และความยาวตัดจริง

  1. View > Schedules > Schedule/Quantities
  2. เลือก Category: Structural Rebar → OK
  3. เลือก Fields ตามลำดับ:
ลำดับFieldความหมาย
1Partitionหมวด (Column/Beam/Slab)
2Bar Diameterขนาดเหล็ก
3Rebar Shapeรูปร่าง (M_00, M_T1…)
4Quantityจำนวนเส้น
5Total Bar Lengthความยาวรวม (mm)
6Commentsหมายเหตุ (Mark เหล็ก)
  1. Tab Sorting: Sort by Partition → รอง Sort by Bar Diameter
  2. ติ๊ก Grand Totals + Calculate totals สำหรับ Total Bar Length
  3. กด OK

นำค่า Total Bar Length จาก Revit ไปคูณกับน้ำหนักต่อเมตร:

ขนาดน้ำหนัก (กก./ม.)สูตร
DB100.617สูตร: 0.00617 × d²
DB120.888
DB161.578
DB202.466
DB253.853
DB284.834
DB326.313

[!TIP] สูตรน้ำหนักเหล็ก: W (กก./ม.) = 0.00617 × d² (d = เส้นผ่าศูนย์กลาง mm) ตัวอย่าง DB20: 0.00617 × 20² = 2.47 กก./ม.

รูปแบบ BBS มาตรฐาน (ส่ง Contractor):

Markขนาดรูปร่างจำนวนความยาว (mm)น้ำหนัก (กก.)
S1-B1DB16M_00505,80072.9
S1-B2DB16M_00505,80072.9
C1-S1DB10M_T11203,20023.9

Export Schedule จาก Revit สามารถส่งออกเป็นไฟล์ข้อมูลสำหรับเปิดต่อใน Excel ได้ โดยใน Revit 2026 ควรพิจารณา CSV เป็นตัวเลือกหลักเมื่อมีให้ใช้ และยังสามารถใช้ไฟล์ข้อความแบบ delimited text จากเมนู File > Export > Reports > Schedule ได้เช่นกัน