เริ่มสร้างโปรเจกต์ (Starting Project)
1. เลือก Template (New Project)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “1. เลือก Template (New Project)”[!TIP] ลำดับขั้นต่ำก่อนเริ่มขึ้นโมเดลจริง ถ้าคุณเป็นมือใหม่และอยากเริ่มให้เร็ว ให้โฟกัสแค่ 4 งานนี้ก่อน:
- เลือก template ให้ถูก
- ตั้ง Project Units
- สร้าง Levels
- สร้าง Grids
ส่วน Revit Link, Shared Coordinates และ Copy/Monitor เป็นงานเสริมสำหรับกรณีมีไฟล์สถาปัตย์หรือทำงานร่วมหลายสาขา ยังไม่จำเป็นต้องทำทันทีถ้าคุณกำลังฝึกโมเดลโครงสร้างด้วยไฟล์เดียว
การเริ่มต้นที่ถูกต้องสำคัญมาก! ให้ทำตามนี้:
- หน้า Home Screen คลิก New… (ตรง Models)
- ในช่อง Template File:
- ให้เลือก template ที่เป็น Metric ก่อนเสมอ
- ถ้ามี
Metric Multi-disciplineให้ใช้ได้เลย - ถ้าไม่มีชื่อดังกล่าว ให้ใช้ metric template ที่ใกล้เคียงที่สุด เช่น structural / construction / multidisciplinary ที่มากับเครื่องของคุณ
- (หลักที่สำคัญจริงคือให้เริ่มจาก template ที่เป็น Metric ไม่ใช่ยึดชื่อ template แบบตายตัว)
- กด OK
[!WARNING] ห้ามข้ามขั้นตั้งหน่วย! ถ้าเริ่มจาก Imperial (ฟุต/นิ้ว) แล้วไปวาดเสา 0.80 (คิดว่าเป็นเมตร) มันจะกลายเป็น 0.80 ฟุต = 24 ซม. ซึ่งอันตรายมาก ดังนั้นต้องเข้าไปตั้ง Project Units ให้เป็น Metric ก่อนเริ่มโมเดลเสมอ
2. ตั้งค่าหน่วย (Project Units)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “2. ตั้งค่าหน่วย (Project Units)”ถึงแม้จะเลือก Metric Template แล้ว แต่ ต้องเช็คทุกครั้ง เพราะบางเครื่องอาจตั้งค่ามาไม่ตรง (โดยเฉพาะกรณีที่เริ่มจาก Imperial Template):
- กดคีย์ลัด
UNแล้วกด Enter - หน้าต่าง Project Units จะเปิดขึ้น ให้เช็คตามนี้:
| หมวด (Discipline: Common) | หน่วยที่ตั้งมาให้แล้ว (ตรวจสอบ) | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| Length | 1235 [mm] (มิลลิเมตร) | วาด 800 จะได้ 0.8 เมตร |
| Area | 1235 m² (ตารางเมตร) | พื้นที่พื้น |
| Volume | 1234.57 m³ (ลูกบาศก์เมตร) | ปริมาตรคอนกรีต BOQ |
- ถ้าอยากเปลี่ยน ให้คลิกที่ช่อง Format ของหมวดนั้น -> เลือกหน่วยที่ต้องการ -> กด OK
[!NOTE] กรณีไม่มี Metric Template: ใช้
Imperial Multi-disciplineได้ แต่ให้ตั้งขั้นต่ำ 3 ค่าเป็น Metric ก่อนเริ่มงาน คือLength,Area,Volume
[!IMPORTANT] ให้ตั้งหน่วยความยาวและชื่ออ้างอิงหลักให้สอดคล้องกับ ETABS เสมอ! สิ่งที่สำคัญจริงสำหรับ workflow ไป-กลับคือ
Length,Level,Gridและพิกัดอ้างอิงต้องเข้าใจกันตรงกัน ส่วนหน่วยแรง/น้ำหนักใน ETABS ไม่ได้บังคับให้ Revit ต้องเปลี่ยน Project Units ไปใช้kgf
✍️ Tutorial: สร้าง Grid & Level (คอนโด 30 ชั้น)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “✍️ Tutorial: สร้าง Grid & Level (คอนโด 30 ชั้น)”เราจะสร้างโครงร่างอาคารให้ตรงกับโมเดล ETABS ของเรา:
A. สร้างระดับชั้น (Levels)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “A. สร้างระดับชั้น (Levels)”ค่าที่ต้องตรงกับ ETABS:
| ชั้น | ชื่อ Level | ความสูง (m) | สะสม (m) |
|---|---|---|---|
| ชั้น 1 | F1 | 0.00 | 0.00 |
| ชั้น 2 | F2 | 3.00 | 3.00 |
| ชั้น 3 | F3 | 3.00 | 6.00 |
| … | … | 3.00 | … |
| ชั้น 30 | F30 | 3.00 | 87.00 |
| หลังคา | Roof | 3.00 | 90.00 |
ขั้นตอนการตั้งค่าก่อนสร้าง (สำคัญมากสำหรับ Revit 2026):
[!CAUTION] ขั้นตอนนี้เป็นกรณีเฉพาะเทมเพลตที่มี Scope Box ติดมาเท่านั้น บางไฟล์เริ่มต้นจะมี
Grids and LevelsหรือViews Overallมาให้ และอาจทำให้มองเห็น Level ไม่ครบเมื่ออาคารสูงมาก แต่ไม่ใช่ทุกเทมเพลตของ Revit 2026 จะมีหรือจำเป็นต้องแก้ก่อน Array เสมอ
- ไปที่ Project Browser > 3D Views แล้วเปิด 3D View ใดก็ได้ ที่มองเห็น scope box ชัด
- ถ้าไฟล์ของคุณมี scope box ให้เลือกกล่องที่ครอบอาคารอยู่
- ใน
Propertiesมองหา Height แล้วเปลี่ยนจากค่าเดิมเป็น100000(1 แสนมม. เพื่อเผื่อความสูง 30 ชั้น) -> กด Apply - ถ้ามี scope box มากกว่า 1 กล่อง ให้ปรับเฉพาะกล่องที่เกี่ยวกับการมองเห็น levels / views หลักของไฟล์คุณเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องชื่อเดียวกับตัวอย่างในหนังสือ
เริ่มสร้างระดับชั้น (Levels):
- ใน Project Browser เลื่อนหา Elevation view ที่มองเห็นเส้นระดับตั้งต้นชัดเจน แล้วเปิดใช้งาน
- ถ้ามี
Eastตามตัวอย่างก็ใช้ได้ - ถ้าไม่มี ให้ใช้ elevation ใดก็ได้ที่เห็น
L1/L2หรือ level ตั้งต้นครบ
- ถ้ามี
- ดับเบิลคลิกชื่อ
L1เปลี่ยนเป็นF1-> กด Enter - ดับเบิลคลิกตัวเลขใต้ L2 เปลี่ยนเป็น
3000 - ดับเบิลคลิกชื่อ
L2เปลี่ยนเป็นF2-> กด Enter (หมายเหตุ: ต้องตั้งชื่อแนว F1, F2 เพื่อให้ตอน Copy โปรแกรมจะรันเลขต่อให้เป็น F3, F4 อัตโนมัติ)
[!CAUTION] ถ้าชื่อแปลนไม่เปลี่ยนตาม Level: บางเครื่องหรือบางการตั้งค่า Revit อาจไม่ถามว่า “Would you like to rename corresponding views?” ตอนเปลี่ยนชื่อ Level ทำให้ชื่อแปลนยังคงเป็น
L1 - Structural,L2 - Structuralอยู่ ให้ไปที่ Project Browser > หมวด Structural Plans > คลิกขวาที่ View แล้ว Rename… ให้ตรงกับ Level ด้วยตัวเองครับ
[!WARNING] เก็บ Level เดิมจาก template ให้เรียบร้อยก่อน Array ถ้าไฟล์เริ่มต้นของคุณมี level เดิมติดมามากกว่า
L1และL2หรือมีชื่อชั้นซ้ำกับที่กำลังจะสร้าง ให้ลบหรือจัดระเบียบก่อนเริ่ม Array ถ้าปล่อยให้มี level ซ้ำหรือชื่อชั้นปนกันตั้งแต่ต้น ปัญหาจะลามไปทั้งStructural Plans, การคัดลอกองค์ประกอบ, และ workflow ของบันไดหลายชั้นในบทถัดไป
วิธีสร้าง 30 ชั้นอย่างเร็ว (Array):
- เลือกเส้น
F2(คลิกให้เป็นสีน้ำเงิน) แล้วกด Modify > Array (หรือกดAR) - ตั้งค่า Array แถบสีเขียวด้านบน:
- รูปแบบ: ติ๊กเลือก
Linear(เส้นตรง) - Group and Associate: แนะนำให้
เอาปลั๊กออก (Uncheck)(เพื่อไม่ให้เส้น Level ผูกติดกันเป็นกรุ๊ป ซึ่งจะแก้ไขยากในอนาคต) - Constrain: จะติ๊กหรือไม่ติ๊กก็ได้ (แต่ดึงเมาส์ให้ตรง 90 องศา)
- Number:
30(F2 ต้นฉบับ + Copy 29 ชั้น = ได้ F3 ถึง F31 แล้วค่อยเปลี่ยน F31 เป็น Roof) - Move To:
2nd
- รูปแบบ: ติ๊กเลือก
- คลิกที่เส้น F2 1 ครั้ง -> เลื่อนเมาส์ดึงขึ้นตรงๆ 90 องศา -> พิมพ์
3000-> กด Enter - โปรแกรมจะสร้าง F3 ถึง F31 ให้อัตโนมัติ ดับเบิลคลิกเปลี่ยนชื่อ
F31เป็นRoof
สร้างแบบแปลน (ดึง View กลับมา): เส้น Level ที่เพิ่ง Array จะยังเป็นสีดำ
- ไปที่ View > Plan Views > Structural Plan
- เลือกชั้น F3 ถึง Roof ทั้งหมด (กด Shift ค้าง) -> กด OK
- เส้น Level จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แปลนชั้นจะถูกสร้างขึ้นใน Project Browser!
[!TIP] Checkpoint หลังสร้าง Levels ถ้าทำถูก ใน Project Browser ควรเห็น Structural Plans ตั้งแต่
F1ถึงF30และRoofถ้าจำนวนชั้นไม่ครบ ให้ย้อนเช็ก 3 จุด:
- ค่าจำนวน Array
- ชื่อ F2 ก่อน Array และการเปลี่ยน
F31เป็นRoof- ขั้นตอน View > Plan Views > Structural Plan
- ไม่มี level เก่าจาก template ค้างซ้ำอยู่ใน Project Browser
[!TIP] ถ้าคุณใช้ Dynamo ได้ จะสร้าง Level + ตั้งชื่ออัตโนมัติได้เร็วกว่านี้อีก แต่สำหรับคู่มือนี้เราใช้วิธี Array เพื่อให้ทุกคนทำตามได้
B. สร้างเส้นกริด (Grids)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “B. สร้างเส้นกริด (Grids)”ค่าที่ต้องตรงกับ ETABS:
| แนว | ชื่อ Grid | ระยะห่าง |
|---|---|---|
| แนวตั้ง (X) | A, B, C, D, E, F | @6.00 m |
| แนวนอน (Y) | 1, 2, 3, 4 | @6.00 m |
ขั้นตอน:
- กลับไปที่แปลนพื้น F1 (Project Browser > Structural Plans > F1)
- ใช้คำสั่ง Structure > Grid (หรือกด
GR)
[!TIP] Best Practice: สังเกตเส้นประสีเขียว 2 เส้นตัดกันกลางจอ (Reference Planes) ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงหลัก (Origin) ของโปรเจกต์ ควรวางอาคารให้อยู่ใกล้จุดกึ่งกลางนี้มากที่สุดเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการโมเดล
- แกน X มี 5 ช่อง (รวม 30,000 มม.) -> ครึ่งนึงคือ 15,000
- แกน Y มี 3 ช่อง (รวม 18,000 มม.) -> ครึ่งนึงคือ 9,000
- แนวตั้ง (Grid A-F):
- เล็งเมาส์ไปทางซ้ายของเส้นกึ่งกลางแนวตั้ง (ประมาณ 15,000 มม.)
- ลาก Grid เส้นแรก “จากล่างขึ้นบน” (วงกลมจะได้อยู่ข้างบน)
- ดับเบิลคลิกในวงกลมเปลี่ยนชื่อเป็น
A - คลิกเส้น A -> กดดึง Temporary Dimension ปรับเลขให้ห่างจากเส้นกึ่งกลาง
15000พอดี - เลือกเส้น A -> กด
CO(Copy) ติ๊ก Multiple -> ดึงไปทางขวาทีละ6000จนถึงเส้น F
- แนวนอน (Grid 1-4):
- เล็งเมาส์ลงมาใต้เส้นกึ่งกลางแนวนอน (ประมาณ 9,000 มม.)
- ลาก Grid เส้นใหม่ “จากซ้ายไปขวา” (วงกลมจะได้อยู่ข้างขวา) ตัดผ่าน A-F
- เปลี่ยนชื่อในวงกลมเป็น
1 - คลิกเส้น 1 -> ปรับเลข Temporary Dimension ให้ห่างจากเส้นกึ่งกลาง
9000พอดี - เลือกเส้น 1 -> กด
CO(Copy) -> ดึงขึ้นไปข้างบนทีละ6000จนถึงเส้น 4
[!NOTE] ชื่อ Grid ควรตรงกับ ETABS ทุกตัว (A-F, 1-4) เพราะถ้าทำ Interoperability ในบทที่ 9 ชื่อที่ไม่ตรงกันจะทำให้โปรแกรมจับคู่ได้ยากหรือจับคู่ไม่ได้
[!TIP] Checkpoint หลังสร้าง Grids ถ้าทำถูก แปลน F1 ควรมี Grid แนวอักษร
A-Fและแนวตัวเลข1-4รวมจุดตัดทั้งหมด24 จุดถ้าจุดตัดไม่ครบ ให้เช็กว่ามีเส้น grid ซ้อนกันหรือ copy ระยะ6000ผิดไปบางช่วง
C. ตั้งค่า View Range และเผยแพร่ทุกชั้นด้วย View Template
หัวข้อที่มีชื่อว่า “C. ตั้งค่า View Range และเผยแพร่ทุกชั้นด้วย View Template”ปัญหาลำดับแรกของผู้ใช้ Revit สร้างชิ้นส่วนแล้วมองไม่เห็นในแปลน สาเหตุใหญ่คือ View Range ครอบไม่ถึง! เราจะตั้งค่าครั้งเดียว แล้วแปลแบบเดียวกันนั้นไปให้ครบทุกชั้นด้วย View Template
ขั้นที่ 1: ตั้ง View Range ที่แปลน F1 ก่อน
- เปิดแปลน F1 คลิกที่ว่างๆ ไม่ต้องเลือกอะไร
- Properties (Panel ซ้าย) > หมวด Extents > View Range > กด Edit…
- ตั้งค่าดังนี้:
- Top:
Associated Level/ Offset:3000(สูงถึงชั้นถัดไป) - Cut Plane:
Associated Level/ Offset:1200(ระดับเอว ตัดเสาให้เส้นหนา) - Bottom:
Associated Level/ Offset:0 - View Depth:
Associated Level/ Offset:-3000(มองเห็นฐานรากใต้ดิน)
- Top:
- กด Apply ก่อน แล้วค่อยกด OK
[!WARNING] Error: “Top clip plane is set below the cut plane” — ถ้าเจอ Error นี้ แปลว่าค่า Top ต่ำกว่า Cut Plane ครับ! กฎเหล็กคือ Top (3000) ต้องมากกว่า Cut Plane (1200) เสมอ ให้กด Close แล้วแก้ค่าใหม่ให้ถูกต้องก่อนกด Apply
ขั้นที่ 2: บันทึกเป็น View Template
- ยังอยู่ที่แปลน F1 ไปเมนู View > View Templates > Create Template from Current View…
- ตั้งชื่อ Template ว่า
Structural Plan - Standardแล้วกด OK
[!IMPORTANT] View Template จะล็อกค่ามุมมองบางส่วนของทุกชั้นที่นำไปใช้ ถ้าคุณ Apply
Structural Plan - Standardให้หลายชั้นพร้อมกัน แล้วภายหลังลองแก้View Range,Scale,Visibility/Graphicsหรือค่าที่อยู่ภายใต้ template จากรายชั้นโดยตรงแต่แก้ไม่เข้า ให้กลับมาเช็กก่อนว่า view นั้นถูกควบคุมด้วย template อยู่หรือไม่ สำหรับผู้เริ่มต้น ให้ถือว่า template นี้ใช้เพื่อคุมมาตรฐานแปลนทั้งชุด และถ้าต้องการปรับเฉพาะบางชั้น ให้แก้ที่ template หรือถอด template ออกจาก view นั้นก่อน
ขั้นที่ 3: แปล Template ไปทุกชั้นด้วย Project Browser (วิธีที่เร็วที่สุด)
- ไปที่ Project Browser ฝั่งขวา > ขยายหมวด Structural > Structural Plans
- คลิกที่แปลน
F2ก่อน - กด Shift ค้าง แล้วคลิกที่แปลนชั้นสูงสุด (เช่น
F30หรือRoof) เพื่อเลือกทุกชั้นพร้อมกัน - คลิกขวา บน View ที่เลือกไว้ > เลือก
Apply View Template... - เลือก
Structural Plan - Standard> กด OK - เสร็จ! ทุกชั้นจะได้รับ View Range เดียวกันทันที!
[!TIP] ถ้าในอนาคตต้องการปรับ View Range (เช่น เปิดให้เห็นเสาเข็ม) ให้แก้ที่ Template
Structural Plan - Standardแล้ว Apply อีกครั้ง ทุกชั้นจะอัปเดตพร้อมกันครับ
D. เชื่อมโมเดล Architectural (Revit Link)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “D. เชื่อมโมเดล Architectural (Revit Link)”[!NOTE] ในงานจริงทีมโครงสร้างและสถาปัตย์แยกกันทำโมเดล การ Link โมเดลสถาปัตย์เข้ามาช่วยให้ Coordinate ชิ้นส่วนได้โดยไม่ต้องรวม File เดียวกัน
ขั้นที่ 1: Link โมเดล Architectural
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ขั้นที่ 1: Link โมเดล Architectural”- ไปที่เมนู Insert > Link Revit
- เลือกไฟล์
.rvtของทีมสถาปัตย์ (เช่นCondo30_Architectural.rvt) - ตั้งค่า Positioning:
- เลือก
Auto - By Shared Coordinatesเมื่อทั้งสองไฟล์มีการAcquire/Publish Coordinatesหรือมี Shared Coordinates ร่วมกันอยู่แล้ว - หรือเลือก
Auto - Origin to Originสำหรับงานเริ่มต้นที่ต้องการอ้างจุดกำเนิดเดียวกัน
- เลือก
- กด Open → โมเดลสถาปัตย์จะปรากฏซ้อนทับโมเดลโครงสร้าง
[!NOTE] ทางเลือกสำหรับบางทีม ถ้าทีมของคุณคุม
Project Base Pointร่วมกันอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ได้ใช้ Shared Coordinates เต็มรูปแบบ บาง workflow สามารถใช้Project Base Point to Project Base Pointได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับหนังสือเล่มนี้ยังคงแนะนำOrigin to Originเป็นค่าเริ่มต้น เพราะ generic กว่าและลดความสับสนสำหรับผู้เริ่มต้น
[!WARNING] อย่าแก้ไข Linked Model โดยตรง! ไฟล์ที่ Link เข้ามาเป็น Read-Only ใน Revit ของคุณ ต้องแก้ในไฟล์ต้นทางของสถาปนิกแล้ว Reload ครับ
ขั้นที่ 2: จัดการ Link (Manage Links)
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ขั้นที่ 2: จัดการ Link (Manage Links)”- ไปที่ Insert > Manage Links > Revit
- จะเห็นรายการ Link ที่เชื่อมอยู่ มีปุ่มสำคัญ:
| ปุ่ม | ใช้เมื่อไหร่ |
|---|---|
| Reload | สถาปนิกอัปเดตไฟล์ใหม่ → Reload เพื่อดึงข้อมูลล่าสุด |
| Unload | ซ่อน Link ชั่วคราว (ไฟล์ยังอยู่ แต่ไม่แสดง) |
| Remove | ลบ Link ออกจากโปรเจกต์ |
ขั้นที่ 3: ควบคุมการแสดงผล Linked Model
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ขั้นที่ 3: ควบคุมการแสดงผล Linked Model”ปิด/เปิดการแสดงผลได้ตามต้องการ:
- กด
VV(Visibility/Graphics) - ไปที่ Tab Revit Links
- คลิกที่ชื่อ Link → ปุ่ม By Host View เพื่อกำหนดเอง หรือ
- ติ๊กเอาออกทั้งหมดถ้าต้องการซ่อน Linked Model ในมุมมองนั้นๆ
[!TIP] แนะนำ: ซ่อน Linked Model ไว้ขณะทำงานโครงสร้าง แล้วเปิดดูเฉพาะตอน Coordinate/ตรวจสอบ Clash เพราะไฟล์ใหญ่จะทำให้ Revit ช้าลงได้
ขั้นที่ 4: Copy/Monitor Level และ Grid
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ขั้นที่ 4: Copy/Monitor Level และ Grid”เพื่อให้ Level และ Grid ของ Structural model ตรงกับ Architectural model:
- ไปที่ Collaborate > Copy/Monitor > Select Link
- คลิกที่ Linked Model ในมุมมอง
- เลือก Levels หรือ Grids → กด Copy
- คลิกเลือก Level/Grid ใน Linked Model ที่ต้องการ Copy → กด Finish
[!NOTE] Copy/Monitor จะติดตามความเปลี่ยนแปลง — ถ้าสถาปนิกแก้ Level ใน Architectural model Revit จะแจ้งเตือน (Coordination Review) ให้คุณตัดสินใจว่าจะ Accept หรือ Reject การเปลี่ยนแปลงนั้น
[!TIP] ถ้ายังไม่มีไฟล์สถาปัตย์ คุณสามารถข้ามหัวข้อ Revit Link และ Copy/Monitor ไปก่อน แล้วไปเริ่มบทโมเดลคอนกรีตต่อได้ทันที ค่อยย้อนกลับมาทำส่วนนี้เมื่อเริ่มทำงานร่วมกับไฟล์ Arch จริง
ตอนนี้เรามีโครงร่าง “คอนโด 30 ชั้น” พร้อมแล้วครับ ในบทหน้าเราจะมาเริ่มวางเสาและคานกัน!