ข้ามไปยังเนื้อหา

ผนังรับแรง (Shear Wall in Revit)

ชิ้นส่วนชื่อขนาดเหล็กแนวตั้งเหล็กแนวนอน
ผนังรับแรงSW30หนา 300 mmDB16 @500 EFDB12 @150 EF

[!NOTE] EF = Each Face หมายถึงใส่ทั้ง 2 หน้าของผนัง ค่าเหล็กชุดนี้เป็นค่าตัวอย่างจากผลออกแบบ ETABS ของโปรเจกต์ workshop ไม่ได้อ้างอิงจากบท Troubleshooting

[!NOTE] สถานะของข้อมูลในบทนี้

  • วิธีสร้าง wall type, constraints, copy และการวางเหล็ก เป็น Revit behavior
  • ขนาดผนังและสเปกเหล็กในบทนี้เป็น project assumption / workshop value
  • ถ้าจะใช้กับงานจริง ให้ยืนยันร่วมกับผลวิเคราะห์และรายละเอียดของ core wall ในโครงการจริง

[!IMPORTANT] Prerequisite ก่อนเริ่ม ควรมีข้อมูลพื้นฐานพร้อมแล้วดังนี้:

  • Levels และ Grids จากบท 03
  • พื้นชั้นและโครงสร้างหลักจากบท 04
  • ตำแหน่ง core/lift reference จากแบบหรือ ETABS ถ้ายังไม่รู้ตำแหน่ง core ที่จะวาง ให้กำหนด reference ในแปลนก่อนค่อยเริ่มวาดผนัง
  1. ไปที่แปลน F1
  2. คำสั่ง Structure > Wall > Structural Wall (หรือกดคีย์ WA)
  3. ใน Properties คลิกชื่อ Type ปัจจุบัน
  4. เลือก Family: Basic Wall
  5. กด Edit Type -> กด Duplicate…
  6. ตั้งชื่อ: SW30 (300mm) -> กด OK
  7. คลิก Edit Structure:
    • แก้ Thickness ของ Layer “Structure [1]”: 300 (mm)
    • แก้ Material: เลือก Concrete - Cast-in-Place
  8. กด OK สองครั้ง

ก่อนจะคลิกวาดผนังลงไปบนหน้าจอ ให้มองไปที่แถบ Properties ซ้ายมือ หมวด Constraints เพื่อบังคับให้ผนังสร้างจากพื้น 1 ไปชนใต้ท้องพื้น 2 (เพื่อไม่ให้ปูนอมกัน):

  1. Base Constraint: เลือก F1
  2. Base Offset: พิมพ์ 0.0 (แก้พิกัดฐานให้ติดพื้นพอดี)
  3. Top Constraint: เลือก Up to level: F2
  4. Top Offset: พิมพ์ -200 (ให้ยอดผนังหยุดที่ใต้ท้องพื้นชั้น 2 พอดี เพราะพื้น S20 เราหนา 200 มม.)

[!WARNING] แก้ Error สร้างผนังไม่ได้: ค่า Base Offset จะเป็นบวกหรือลบก็ได้ถ้าตรงกับเจตนาการโมเดล แต่ต้องตรวจสอบว่าเงื่อนไข Base/Top ไม่ทำให้ผนังมีความสูงผิดทิศหรือชนกับองค์ประกอบอื่นโดยไม่ตั้งใจ ถ้าเจอ Error ให้เช็ก Base Constraint, Top Constraint, Base Offset และ Top Offset ร่วมกันครับ

  1. ใน Options Bar (แถบสีเขียวใต้ Ribbon) จะเปลี่ยนเป็นโหมด Height โดยอัตโนมัติแล้ว
  2. คลิกจุดเริ่มต้น -> คลิกจุดปลาย วาดเป็นทรงกล่องตามตำแหน่งแกนลิฟต์จาก ETABS
  3. วาดให้ครบทุกด้าน -> กด Esc 2 ครั้งเพื่อจบคำสั่ง

[!TIP] Checkpoint หลังวาดผนัง ถ้าทำถูก ในแปลน F1 ควรเห็น core wall ปิดครบ 4 ด้าน และใน 3D ควรเห็นผนังสูงจาก F1 ไปหยุดใต้ท้องพื้น F2 ถ้าผนังทะลุพื้นหรือหยุดต่ำผิดปกติ ให้กลับไปเช็ก Top Constraint และ Top Offset

[!TIP] วาดผนังขนาดเท่าไหร่ดี? สำหรับโปรเจกต์คอนโด 30 ชั้นนี้ ให้ลองวาดเป็น ช่องลิฟต์สี่เหลี่ยมกล่อง (Core Wall) ขนาดประมาณ 3 x 3 เมตร (3000 x 3000 mm) วางผ่ากึ่งกลางอาคารระหว่างช่วงเสา (กึ่งกลางระหว่าง Grid C-D และ 2-3) ให้ระยะร่นจาก Grid เท่าๆ กันครับ

[!WARNING] Structural vs Architectural Wall: ต้องเลือก Structure > Wall > Structural Wall ไม่ใช่ Architecture > Wall! ผนัง Architectural จะไม่มี Analytical Model และส่งไป ETABS ไม่ได้ครับ

  1. เลือกผนังทั้งหมดที่วาด (ลากเมาส์ครอบ -> Filter เลือกเฉพาะ Walls)
  2. Ctrl+C (Copy to Clipboard)
  3. Modify > Paste > Aligned to Selected Levels
  4. เลือก F2 ถึง F30 (Shift+Click)
  5. กด OK -> ผนังครบทุกชั้น!

ก่อนใส่เหล็ก เราต้องมีมุมมองที่มองเห็นด้านข้าง (ความสูง) ของผนังก่อนครับ:

  1. เปิดมุมมองแปลน F1
  2. ไปที่แถบเมนูด้านบนสุด (Quick Access Toolbar) คลิกไอคอน Section (รูปวงกลมมีลูกศรสีน้ำเงิน) หรือกดคีย์ลัด SE
  3. คลิกจุดเริ่มต้น: ใกล้ๆ กับผนังลิฟต์ด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น ด้านซ้าย)
  4. คลิกจุดปลาย: ลากเส้นตัดผ่านตัวผนังปูนให้ทะลุออกไปอีกฝั่ง (เหมือนเอามีดหั่นเค้ก)
  5. เมื่อได้เส้นตัดรูปลูกศรแล้ว ให้ ดับเบิลคลิกที่ “หัวลูกศรสีน้ำเงิน” ของเส้นนั้น โปรแกรมจะพาคุณกระโดดเข้าไปหน้าตัดของผนังทันทีครับ
  6. เปิดรูปตัดมาแล้ว อย่าลืมปรับแทป Detail Level (ไอคอนวงกลมซ้ายล่าง) ให้เป็น Fine ด้วยนะครับ ไม่งั้นจะมองไม่เห็นเส้นเหล็ก

ก่อนเริ่มวางเหล็ก หากในเครื่องของคุณยังไม่มีเหล็กขนาด DB16 หรือ DB12 ให้สร้างเตรียมไว้ก่อนครับ:

  1. คลิกคำสั่ง Rebar
  2. ในแถบ Properties ด้านซ้าย คลิกชื่อเหล็กปัจุบัน (เช่น Rebar Bar 10M)
  3. กดปุ่ม Edit Type -> กด Duplicate...
  4. ตั้งชื่อเป็น DB16 แล้วกด OK
  5. ในตารางมองหาบรรทัด Bar Diameter แล้วเปลี่ยนตัวเลขเป็น 16.0 (mm) -> กด OK
  6. ทำซ้ำ (Duplicate) เพื่อสร้างเหล็ก DB12 โดยแก้ Bar Diameter เป็น 12.0 (mm) -> กด OK

สเปคเหล็กผนังลิฟต์ SW30 : DB16@500 แนวตั้ง + DB12@150 แนวนอน ทั้ง  2 หน้า (EF)

  1. คลิกเลือก ผนัง ในรูปตัด
  2. คลิก Rebar ใน Contextual Tab Modify | Walls
  3. ตั้งค่า:
    • Rebar Shape: M_00 (เส้นตรง)
    • Bar Diameter: 16 (DB16)
    • Placement Orientation: Parallel to Work Plane (ขนานกับหน้าจอ — เหล็กดิ่งยาวขึ้นข้างบน)
    • [NEW] Layout: เปลี่ยนเป็น Maximum Spacing แล้วใส่ 500 (มม.) ทันที (ตั้งค่าก่อนวางเมาส์!)
  4. ชี้เมาส์ที่ ด้านหน้า ของผนัง (ชิดขอบให้เกิดเส้นสีเขียว) -> ดูเส้น Preview เหล็กกระจายตัวแนวตั้ง
  5. คลิกวาง
  6. ทำซ้ำอีกครั้งที่ ด้านหลัง ของผนัง (ขอบอีกฝั่งหนึ่ง)
  7. ผลลัพธ์: เหล็ก DB16 @500 mm แนวตั้งทั้ง 2 หน้า (Each Face) โดยไม่ต้องมานั่งเลือกทีหลัง ✅

[!WARNING] เอาตะขอเหล็กงอออก: เหล็กผนังแนวตั้งเป็นเส้นยาวตรง ใช้ M_00 ไม่ใช่ M_T1 (M_T1 = สี่เหลี่ยมปิด = Stirrup เท่านั้น!) ถ้าวางเหล็กแล้วเห็นมีตะขอ (Hook) ที่หัวท้าย ให้คลิกที่เส้นเหล็ก ไปที่ Properties หมวด Construction → Hook At Start และ Hook At End เปลี่ยนเป็น None ครับ

  1. คลิกเลือก ผนัง อีกครั้ง -> กด Rebar
  2. ตั้งค่า:
    • Rebar Shape: M_00 (เส้นตรง)
    • Bar Diameter: 12 (DB12)
    • Placement Orientation: Perpendicular to Cover (แทงทะลุหน้าจอ — เหล็กวางขวางเป็นจุดๆ)
    • [NEW] Layout: เปลี่ยนเป็น Maximum Spacing แล้วใส่ 150 (มม.)
  3. ขยับเมาส์ไปแตะหน้าผนัง -> ดู Preview เหล็กกางออกเป็นแนวนอน
  4. คลิกวางที่ด้านหน้าผนัง
  5. ทำซ้ำที่ด้านหลังผนัง
  6. ผลลัพธ์: เหล็ก DB12 @150 mm ทั้ง 2 หน้าเสร็จสมบูรณ์ ✅

[!TIP] Checkpoint หลังใส่เหล็กผนัง ในรูปตัดควรเห็นทั้งเหล็กแนวตั้งและแนวนอนบนผนังทั้ง 2 หน้า ถ้าเห็นแค่หน้าเดียวหรือ orientation ผิด ให้แก้ที่ผนังตัวอย่างก่อนแล้วค่อย propagate

เมื่อใส่เหล็กเสร็จทั้งแนวตั้งและแนวนอนแล้ว เรามาดูโครงสร้างตาข่ายเหล็กแบบชัดๆ ใน 3D กันครับ:

  1. เปลี่ยนไปเปิดมุมมอง 3D View (กดรูปบ้านหรือแท็บ 3D)
  2. ลากเมาส์ครอบเหล็กทั้งหมดที่ผนังลิฟต์ (ครอบเฉพาะช่วงลิฟต์ แล้วใช้คำสั่ง Filter เหลือแต่ Structural Rebar)
  3. ไปที่ตาราง Properties ฝั่งซ้าย หาบรรทัดคำว่า View Visibility States แล้วกดปุ่ม Edit...
  4. ในหน้าต่างที่เด้งขื้นมา ให้มองหาตารางที่มีชื่อ 3D View (บรรทัด {3D}) แล้วคลิกเครื่องหมายถูกในช่อง View Unobscured -> กด OK
  5. เปลี่ยนสไตล์สีหน้าจอ (ปุ่มสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ มุมล่างซ้าย) จาก Hidden Line ให้กลายเป็น Wireframe (ปูนจะใสแจ๋ว)
  6. หากต้องการเห็นปูนทึบแบบสมจริง ให้เลือกเป็น Shaded แล้วคลิกขวาที่เนื้อกำแพงปูน เลือก Override Graphics in View > By Element แล้วปรับ Surface Transparency ให้มีความโปร่งใสสัก 60-80%

[!WARNING] ใช้ Propagate Rebar กับผนังได้ต่อเมื่อ geometry ใกล้เคียงกันจริง อย่าดูแค่ Type Name อย่างเดียว ผนังปลายทางควรมี:

  • ความยาวและความหนาใกล้เคียงกัน
  • opening / ช่องเปิด / join condition ใกล้เคียงกัน
  • ด้านหน้า-หลังของผนัง (face orientation) ไม่สลับกัน

หลัง propagate ให้เปิด Section ของผนังปลายทางอย่างน้อย 1 ชิ้นเพื่อตรวจว่าเหล็กยังอยู่ครบทั้งสองหน้าและไม่ออกนอก host ก่อนทำต่อทั้งชุด

ถ้ายังเป็นช่วงฝึกหรือยังไม่แน่ใจเรื่อง opening / face orientation ให้ใช้ Copy เป็นวิธีหลักก่อน เพราะปลอดภัยและคุมผลลัพธ์ได้ง่ายกว่า Propagate Rebar

ใช้ Propagate Rebar ได้ควรหลีกเลี่ยง Propagate Rebar
ผนัง type เดียวกันและความยาวใกล้เคียงกันผนังมี opening หรือช่อง service ต่างกัน
face orientation ตรงกันด้านหน้า-หลังของผนังสลับกัน
join condition ใกล้เคียงกันปลายผนังชนคาน/พื้นต่างกันชัดเจน
ตรวจ section ปลายทางแล้วเห็นเหล็กครบทั้งสองหน้ามี warning นอก host หรือเหล็กขาดบางหน้า