ข้ามไปยังเนื้อหา

โมเดลคอนกรีต (Modeling Concrete)

ก่อนเริ่มขึ้นโมเดลใน Revit ให้เตรียมข้อมูลจาก ETABS ไว้ก่อน:

ชิ้นส่วนชื่อขนาด (mm)วัสดุหมายเหตุ
เสาC1800 × 800C35 (350 ksc)ทุกจุดตัด Grid
คานB1300 × 600C35 (350 ksc)ทุกแนว Grid
พื้นS20หนา 200C28 (280 ksc)Solid Slab

[!IMPORTANT] ค่าเหล่านี้มาจากผลออกแบบใน ETABS ครับ ถ้าคุณออกแบบอาคารของตัวเอง ค่าจะไม่เหมือนกัน ให้ใช้ค่าจากโปรเจกต์ ETABS ของคุณแทนนะครับ

[!NOTE] สถานะของข้อมูลในบทนี้

  • คำสั่ง, เมนู และพฤติกรรมการวาง model เป็น Revit behavior
  • ขนาดเสา, คาน, พื้น และฐานรากในตารางนี้เป็น project assumption / workshop value
  • ถ้าจะนำไปใช้กับงานจริง ให้ยึดค่าจากแบบคำนวณหรือโมเดลวิเคราะห์ของโครงการจริงแทน

[!NOTE] ก่อนเริ่มบทนี้ ควรทำบท 03 ให้จบก่อนอย่างน้อยในส่วนต่อไปนี้:

  • Project Units ถูกต้อง
  • มี Levels F1-F30 และ Roof
  • มี Grids A-F และ 1-4 ถ้ายังไม่มี 3 อย่างนี้ ให้ย้อนกลับไปทำบท 03 ก่อน เพราะคำสั่ง At Grids และ Paste Aligned จะอ้างอิงจากข้อมูลชุดนี้โดยตรง

[!IMPORTANT] Main tutorial path ของหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่บทนี้ไปจนถึงบทเหล็กในบท 05 ให้ถือว่า workflow หลักของคู่มือใช้ Isolated Foundation F1 (2000x2000x500) เป็น host สำหรับการฝึก

หัวข้อ Pile Foundation ด้านล่างเป็น optional realistic variant สำหรับคนที่อยากลอง workflow ฐานเสาเข็มเพิ่ม ไม่ควรทำสองระบบซ้อนกันในโมเดลเดียวถ้ายังฝึกตามหนังสือแบบทีละขั้น

ก่อนจะสร้างเสา เราควรมีฐานรากมารองรับการถ่ายน้ำหนักสู่ชั้นดินก่อนครับ:

ขั้นตอนสร้างฐานราก F1:

  1. ไปที่แปลน F1 (Project Browser > Structural Plans > F1)
  2. คำสั่ง Structure > Foundation > Isolated
  3. ใน Properties เลือก Family: M_Footing-Rectangular
    • ถ้าไม่มี ให้ไปที่ Insert > Load Family แล้วเปิดหมวด Foundations ใน library
    • หรือใช้ Insert > Load Autodesk Family แล้วค้นหา footing family ที่ต้องการ
  4. กด Edit Type -> Duplicate -> ตั้งชื่อ: F1 (2000x2000x500)
  5. แก้ค่า Parameter:
    • Width: 2000 (mm) หรือ 2.00 (m)
    • Length: 2000 หรือ 2.00
    • Thickness: 500 หรือ 0.50
  6. กด OK
  7. คลิกปุ่ม At Grids -> ลากเมาส์ครอบจุดตัด Grid ทั้งหมด -> กด Finish
  8. ฐานรากทั้ง 24 ฐานจะปรากฏอยู่ใต้ระดับ F1 ตามค่าระดับและ Offset ของ Family/Type ที่เลือกไว้ ถ้าตำแหน่งไม่ถูก ให้ตรวจ Elevation at Top, Thickness, และ Offset from Level เพิ่มเติม

[!CAUTION] อย่าข้ามการนับจำนวนฐานรากหลังใช้ At Grids หลังวางเสร็จ ให้ซูมตรวจอย่างน้อย 1 รอบว่าฐานรากลงครบทุกจุดตัดจริง ไม่มีจุดใดหายเพราะครอบเมาส์ไม่ครบ และไม่มีฐานรากซ้อนกันโดยไม่ตั้งใจ ถ้าพลาดแม้เพียง 1 จุด ตำแหน่งเสาและงานเหล็กในบทถัดไปจะเพี้ยนตามทั้งแนว


[!WARNING] ถ้าฝึกตามหนังสือครั้งแรก ให้ข้ามหัวข้อนี้ไปก่อน หัวข้อนี้เป็น workflow เสริมสำหรับการลอง Pile Foundation / Pile Cap ในบริบทใกล้งานจริง ถ้าคุณยังต้องการทำบท 05 ตามหนังสือแบบตรงตัว ให้ใช้เส้นทางหลักคือ Isolated Foundation และไม่ควรผสมสองระบบไว้ในไฟล์ฝึกเดียวกัน

[!NOTE] Isolated Foundation vs Pile Foundation — ใช้อะไรดี?

รายการIsolated Foundation (ฐานแผ่)Pile Foundation (ฐานเสาเข็ม)
หลักการกระจายน้ำหนักลงดินโดยตรงถ่ายแรงผ่านเสาเข็มลงชั้นดินแข็งลึก
ใช้เมื่อดินมีกำลังแบกทานสูง (> 10 t/m²)ดินบนอ่อน เช่น ดินเหนียวกรุงเทพฯ
ความลึก1–2 เมตร15–30 เมตร
เหมาะกับอาคาร 3–5 ชั้นอาคารสูง 10+ ชั้น
ค่าก่อสร้างถูกกว่าแพงกว่า แต่จำเป็นสำหรับตึกสูง

สำหรับโปรเจกต์จริงลักษณะคอนโด 30 ชั้นในกรุงเทพฯ: ฐานเสาเข็มมักสมเหตุสมผลกว่าในเชิงวิศวกรรม แต่ ในคู่มือนี้ให้ยึด Isolated Foundation เป็นเส้นทางหลักของการฝึก เพื่อให้ workflow ในบท 04-05 ทำตามได้ตรงกันก่อน ถ้าต้องการลอง Pile Foundation ให้ถือว่าเป็นทางเลือกเสริม และควรแยกไฟล์หรือแยกช่วงทดลองจาก workflow หลักของหนังสือ

ข้อมูลเสาเข็มโครงการนี้:

รายการค่า
ประเภทเสาเข็มเจาะ (Bored Pile)
เส้นผ่าศูนย์กลาง600 mm
ความยาว21,000 mm
จำนวนต่อหัวเสา4 ต้น
ขนาด Pile Cap PC12,200 × 2,200 × 800 mm
  1. ไปที่ Insert > Load Family
  2. ถ้ายังไม่มี family ของเสาเข็ม ให้ไปที่ Insert > Load Family แล้วเปิดหมวด Foundations > Piles
  3. เลือก M_Concrete-Round-Pile.rfa → กด Open

Pile Cap คือ Block คอนกรีตหัวเสาเข็ม สร้างจาก Isolated Foundation แต่ใหญ่กว่า:

  1. คำสั่ง Structure > Foundation > Isolated
  2. เลือก M_Footing-RectangularEdit Type > Duplicate
  3. ตั้งชื่อ PC1 (2200x2200x800)
  4. ตั้งค่า: Width 2200, Length 2200, Thickness 800OK
  5. คลิก At Grids → เลือกทุกจุดตัด Grid → Finish
  1. คำสั่ง Structure > Foundation > Isolated
  2. เปลี่ยน Family เป็น M_Concrete-Round-Pile
  3. Edit Type > Duplicate → ตั้งชื่อ Pile-600dia-21m
  4. ตั้งค่า: Pile Diameter 600, Pile Length 21000OK
  5. วางเสาเข็ม 4 ต้น รอบจุดศูนย์กลางเสาแต่ละต้น ห่าง ±700 mm ในแนว X และ Y

[!TIP] ระยะห่างเสาเข็มตาม มยผ.: ระยะห่างหัวต่อหัว ≥ 3D = 3×600 = 1,800 mm เป็นอย่างน้อย

[!IMPORTANT] ตรวจสอบ Base Offset ของเสาเข็มใน Properties ต้องเป็นค่าลบ เช่น -21000 เพื่อให้เสาเข็มจมลงใต้ดินครับ

[!WARNING] เลือกทางเดียวก่อนเข้าบท 05

  • ถ้าคุณฝึกตามหนังสือแบบเส้นทางหลัก: ใช้ Isolated Foundation แล้วไปต่อบทเหล็กได้ทันที
  • ถ้าคุณเปลี่ยนไปใช้ Pile Foundation / Pile Cap เป็น host หลัก: รายละเอียดเหล็กฐานรากในบท 05 จะไม่ตรงแบบ 1:1 และต้องปรับเองตาม host ที่เปลี่ยนไป
  • ถ้ายังไม่แน่ใจว่า host ไหนคือของที่คุณจะใช้ต่อจริง ให้หยุดที่บทนี้ก่อนและเลือกเส้นทางหลักเพียงแบบเดียว

เสา C1 ขนาด 800×800 มม.

ขั้นตอนสร้าง Type ใหม่:

  1. ไปที่แปลน F1 (Structural Plans)
  2. คำสั่ง Structure > Column > Structural Column (หรือกด CL)
  3. ใน Properties (แถบซ้าย) คลิกที่ชื่อ Type ปัจจุบัน
  4. เลือก Family: M_Concrete-Rectangular-Column
    • ถ้าไม่มี ให้คลิก Load Family -> ไปที่โฟลเดอร์ Structural > Columns > Concrete -> เลือกไฟล์ .rfa
  5. กด Edit Type -> กด Duplicate…
  6. ตั้งชื่อ: C1 (800x800) -> กด OK
  7. แก้ค่า Parameter:
    • b: 800 (ถ้าหน่วยเป็น mm) หรือ 0.80 (ถ้าเป็น m)
    • h: 800 หรือ 0.80
  8. กด OK

ขั้นตอนวางเสา (At Grids — วิธีเร็วสุด!):

  1. มองที่ Options Bar (แถบใต้ Ribbon):
    • Depth: เปลี่ยนเป็น Height
    • Level: เลือก F2 (เสาจะสูงจาก F1 ถึง F2)
  2. คลิก At Grids ใน Contextual Tab Modify | Place Structural Column
  3. ลากเมาส์ครอบ Grid ทั้งเส้นแนวตั้ง (A-F) และแนวนอน (1-4) ทั้งหมด
  4. กด Finish (เครื่องหมายถูกสีเขียว ✅)
  5. ผลลัพธ์: เสา 24 ต้น ปรากฏขึ้นมาครบทุกจุดตัด Grid!

[!TIP] Checkpoint หลังวางเสา ถ้าทำถูก ในแปลน F1 และใน 3D ควรเห็นเสา 24 ต้น ครบทุกจุดตัด grid ถ้าจำนวนไม่ครบ ให้เช็ก At Grids, Level = F2, และตัวเลือก Height

[!CAUTION] หลังใช้ At Grids ให้หมุนดูใน 3D หรือเปิดแปลนตรวจซ้ำว่ามีเสาครบทุก grid intersection จริง ถ้ามีเสาหายหรือวางซ้อนตั้งแต่ขั้นนี้ งานคานและพื้นในขั้นถัดไปจะอ้าง host ผิดทันที

[!WARNING] Depth vs Height: ถ้าเลือกผิดเป็น Depth เสาจะยื่นลงไป “ใต้ดิน” แทนที่จะขึ้นไปข้างบน ถ้าเสาหายไป ให้ Undo (Ctrl+Z) แล้วเปลี่ยนเป็น Height ก่อนวางใหม่ครับ


คาน B1 ขนาด 300×600 มม.

ขั้นตอนสร้าง Type ใหม่:

  1. คำสั่ง Structure > Beam (หรือกด BM)
  2. ใน Properties เลือก Family: M_Concrete-Rectangular-Beam
    • ถ้าหาไม่เจอ (สำหรับ Revit 2025/2026): ให้ไปที่แท็บ Insert > Load Autodesk Family (ไอคอนรูปก้อนเมฆ)
    • ปรับภาษาเป็น English ค้นหาคำว่า Concrete Rectangular Beam แล้วคลิกใช้งานได้เลย (สะดวกรวดเร็วกว่าการโหลดผ่านไฟล์แบบเดิม)
  3. Edit Type -> Duplicate -> ตั้งชื่อ: B1 (300x600)
  4. แก้ค่า:
    • b: 300 (mm) หรือ 0.30 (m)
    • h: 600 (mm) หรือ 0.60 (m)
  5. กด OK

ขั้นตอนวางคาน (On Grids — วิธีเร็วสุด!):

  1. คลิก On Grids ใน Contextual Tab Modify | Place Beam
  2. ลากเมาส์ครอบ Grid ทั้งหมด
  3. กด Finish
  4. ผลลัพธ์: คานทุกแนว Grid ปรากฏขึ้นมาอัตโนมัติ!

[!TIP] Checkpoint หลังวางคาน ถ้าทำถูก คานควรเชื่อมต่อทุกแนวกริดหลักของอาคารโดยไม่ขาดช่วง มองใน 3D แล้วไม่ควรมีคานลอยหรือคานหายไปบางช่องโดยไม่มีเหตุผล

[!TIP] ถ้าต้องการคานที่ไม่ตรงกับ Grid (เช่น คานรอง) ให้ใช้วิธีคลิก “จุดเริ่มต้น -> จุดปลาย” ด้วยมือแทน


พื้น S20 หนา 200 มม.

ขั้นตอนสร้าง Type ใหม่:

  1. คำสั่ง Structure > Floor > Structural Floor
  2. ใน Properties ให้เช็คว่าเป็น Structural (ไม่ใช่ Architectural)
    • ถ้าไม่ใช่ ให้คลิกเมนูดรอปดาวน์แล้วเลือก Floor ที่มีคำว่า Structural
  3. Edit Type -> Duplicate -> ตั้งชื่อ: S20
  4. คลิก Edit Structure (ตรง Structure Parameter):
    • ในตาราง Layer จะมี 1 แถว (Structure [1])
    • แก้ Thickness: 200 (mm) หรือ 0.20 (m)
    • แก้ Material: คลิกช่อง Material -> ค้นหาเลือก Concrete - Cast-in-Place
  5. กด OK สองครั้ง

ขั้นตอนวาดขอบเขตพื้น:

  1. โปรแกรมจะเข้าโหมด Edit Boundary อัตโนมัติ (เส้นสีม่วง/ชมพู)
  2. คลิกเลือกเครื่องมือ Rectangle (สี่เหลี่ยมผืนผ้า) ในหมวด Draw (แถบสีเขียวอ่อนด้านบน)
  3. คลิกจุดเริ่มต้น: เล็งไปที่ จุดกึ่งกลางเสาซ้ายล่างสุด (จุดตัดระหว่าง Grid A กับ Grid 1) สังเกตสัญลักษณ์หน้าจอให้ขึ้นคำว่า Intersection หรือกากบาท แล้วคลิกเมาส์ 1 ที
  4. คลิกจุดปลาย: ลากกรอบทแยงมุมขึ้นไปที่ จุดกึ่งกลางเสาขวาบนสุด (จุดตัดระหว่าง Grid F กับ Grid 4) รอให้ขึ้น Intersection แล้วคลิกเมาส์อีก 1 ที
  5. ตรวจสอบว่าเส้นขอบสีชมพูวิ่งผ่านกึ่งกลางเสาทั้ง 24 ต้นพอดี (ครอบตึกทั้งหมด)
  6. กดเครื่องหมายถูก ✅ (Finish Edit Mode)

[!WARNING] เส้นต้องปิดสนิท! ถ้ามีช่องว่างแม้แต่นิดเดียว Revit จะฟ้อง Error: “The floor/slab is not enclosed” ให้ Zoom เข้าไปเช็คมุมทั้ง 4 ว่าเส้นต่อกันสนิทหรือไม่ ถ้าไม่สนิทให้ใช้ Trim/Extend (TR) แก้ครับ


ไม่ต้องวาดใหม่ทีละชั้น! ใช้ Copy to Clipboard + Paste Aligned:

[!WARNING] Do Not Copy Box ก่อนกด Ctrl+C ให้กรองออกให้หมดถ้ามีรายการเหล่านี้ปะปนอยู่:

  • Levels
  • Grids
  • Structural Foundations
  • CAD/Link/Reference objects

ถ้าคัดลอกสิ่งเหล่านี้ขึ้นชั้นบนไปด้วย โมเดลจะเริ่มซ้อน, เพี้ยน, หรือแก้ยากทันที

  1. ไปที่มุมมอง 3D View (กดรูปบ้าน 🏠 ด้านบน)
  2. ลากเมาส์ครอบโมเดลทั้งหมดที่ชั้น F1
  3. กด Filter (icon กรวย) เลือกเฉพาะ:
    • ✅ Floors (แผ่นพื้น)
    • ✅ Structural Columns (เสา)
    • ✅ Structural Framing (Other) (คาน)
    • เอาติ๊กที่อย่างอื่นออกทั้งหมด! (เช่น Grids, Levels, Structural Foundations ห้ามคัดลอกขึ้นไปเด็ดขาด)
  4. กด OK -> กด Ctrl+C (หรือไอคอน Copy to Clipboard ด้านบน)
  5. กดลูกศรใต้คำว่า Paste > Aligned to Selected Levels
  6. ในหน้าต่าง Level เลือก F2 แล้วกด Shift ค้าง เลื่อนไปคลิก F30 (เพื่อเลือกรวดเดียว F2-F30)
  7. กด OK

รอสักพัก… ตูม! 🏢 คอนโด 30 ชั้นเสร็จสมบูรณ์ครับ!

เช็คผลลัพธ์: หมุน 3D View ดู ควรได้อาคาร 30 ชั้น ที่มีเสา คาน และพื้น ครบทุกชั้น

[!TIP] Checkpoint หลัง Paste Aligned ให้สุ่มเปิดอย่างน้อย 2 ชั้น เช่น F2 และ F15

  • มีเสา คาน พื้น ครบ
  • ไม่มี Level หรือ Grid ซ้อนเพิ่ม
  • ไม่มีฐานรากลอยขึ้นมาชั้นบน
  • host ทุกชิ้นยังอยู่ชั้นที่ถูกต้อง

[!IMPORTANT] Checkpoint หลังจบ workflow หลักของบทนี้ ถ้าคุณต้องการไปต่อบท 05 ทันที โมเดลควรมีอย่างน้อย:

  • ฐานรากที่ชั้น F1
  • เสา คาน และพื้นครบถึงชั้น F30
  • มองใน 3D แล้วองค์ประกอบไม่ลอย ไม่ขาด และไม่วางผิดชั้น ถ้ายังมี host ผิดตำแหน่ง อย่าเพิ่งไปบทเหล็ก เพราะ rebar จะตาม host ที่ผิดนั้นไปทั้งโมเดล

หัวข้อถัดจากนี้เป็น ทางเลือกเสริมท้ายบท สำหรับคนที่ต้องการตรวจ analytical model หรือทดลองสร้างทางลาดรถยนต์เพิ่มเติม ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนเริ่มบท 05


[!NOTE] หัวข้อนี้เป็น optional verification step สำหรับคนที่ต้องการใช้โมเดลต่อกับงานวิเคราะห์ ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนเริ่มบทเหล็ก

ถ้าต้องการใช้โมเดลต่อกับ workflow วิเคราะห์โครงสร้าง ให้ตรวจ analytical model เบื้องต้นก่อน แต่ไม่ควรคิดว่ากด automation แล้วจบทุกกรณี เพราะ Revit ยังต้องให้เราตรวจผลลัพธ์ต่อเองครับ:

  1. ในหน้าจอ 3D View พิมพ์ VV (หรือ VG) เพื่อเปิด Visibility/Graphic Overrides
  2. ไปที่แท็บ Analytical Model Categories
  3. ติ๊กถูกที่กล่องแรกสุด Show analytical model categories in this view ตรวจสอบว่ามีติ๊กถูกหมวดย่อยครบถ้วน แล้วกด OK
  4. ทำตามข้อนี้ หากไม่เห็นเส้นอะไรปรากฏขึ้น (มักเกิดในบางโปรเจกต์ของ Revit 2025/2026):
    • ไปที่แท็บ Analyze > Analytical Automation (ไอคอนรูปเฟือง)
    • เลือกเพลย์ลิสต์ Physical to Analytical for Buildings
    • ตรงส่วน Select ให้คลุมเฉพาะองค์ประกอบที่รองรับ เช่น Columns, Beams, Walls, Floors ในจอ 3D -> จากนั้นกดปุ่ม Run
    • รอให้โปรแกรมสร้าง analytical model เบื้องต้น แล้วกลับมาตรวจจุดต่อ, แนวแกน, และองค์ประกอบที่ยังต้องแก้มืออีกครั้ง

[!WARNING] จุดที่ต้องตรวจเอง: ถ้าซูมดูแล้วเส้น Analytical (ตามจุดตัดเสาคาน) ไม่เชื่อมติดกัน หรือเกิดจุดลอย ให้กลับไปเช็กตำแหน่ง host, join และแนวแกนก่อนส่งต่อไปโปรแกรมวิเคราะห์ เพราะ automation ไม่ได้แก้ topology ให้ถูกทั้งหมดอัตโนมัติ

หมายเหตุ: playlist Physical to Analytical for Buildings ไม่ครอบคลุมฐานรากทุกประเภท ดังนั้นอย่าคาดหวังให้ foundation ถูกสร้าง analytical model ครบแบบเดียวกับเสา/คาน/ผนัง/พื้น


ทางลาดรถยนต์สร้างจาก Structural Floor + Slope Arrow ซึ่งทำให้พื้นเอียงตามมุมที่กำหนด

ข้อมูลทางลาด (Ramp) โครงการนี้:

รายการค่า
ความกว้าง5,500 mm
จุดเริ่ม (FFL)+1,550 mm จาก F1
จุดสิ้นสุด (FFL)+4,500 mm (ระดับ F2 มีออฟเซ็ต)
ความลาด≈ 15% (มาตรฐาน ≤ 20%)
ความหนาพื้น200 mm
  1. เปิดแปลน F1 → คำสั่ง Structure > Floor: Structural Floor
  2. เลือก Type: S20 (200mm) → กด Edit Type ถ้าต้องการสร้าง Type ใหม่
  3. วาดขอบเขตพื้นเป็นสี่เหลี่ยมครอบพื้นที่ทางลาด (ยังไม่เอียง)

ขณะยังอยู่ในโหมด Edit Boundary:

  1. ดู Ribbon หมวด Draw → คลิก Slope Arrow
  2. คลิกที่ จุดเริ่มต้น ทางลาด (ด้านล่าง/เตี้ย)
  3. ลากไปคลิกที่ จุดสิ้นสุด ทางลาด (ด้านบน/สูง)
  4. เลือก Slope Arrow ที่วางไว้ → ดูที่ Properties ทางซ้ายมือ:
Propertyค่า
SpecifyHeight at Tail (ระบุความสูงจากด้านต้น)
Height Offset at Tail1550 mm (ความสูง FFL จุดเริ่ม)
Height Offset at Head4500 mm (ความสูง FFL จุดปลาย)
  1. กด ✅ Finish Edit Mode

[!TIP] เช็คความลาด: มุมลาด (%) = (ความสูงต่าง ÷ ระยะนอน) × 100 เช่น (4500-1550) ÷ 19500 × 100 = 15.1% ตาม มยผ. ต้องไม่เกิน 20%

[!IMPORTANT] Checkpoint หลังตั้ง Slope Arrow หลัง Finish ให้เปิด 3D หรือ Section ตรวจทันทีว่า:

  • ด้าน Tail อยู่ที่ระดับเริ่มต้นจริง
  • ด้าน Head สูงขึ้นตามค่าที่ตั้ง
  • พื้นเอียงไปในทิศเดียวกับลูกศร ไม่กลับด้าน ถ้าทิศทางหรือระดับสลับกัน ให้กลับไปตรวจ Height Offset at Tail/Head และทิศทางของ Slope Arrow ก่อนทำขั้นถัดไป
  1. เปิด 3D View → ซูมดูพื้นทางลาด
  2. พื้นควรเอียงตาม Slope Arrow ที่กำหนด

[!NOTE] Wheel Guard (ราวกันตก): สร้างด้วย Structure > Wall: Structural Wall วางข้างทางลาด ความสูง 150-200 mm ความหนา 150 mm ตามมาตรฐานจอดรถครับ