ข้ามไปยังเนื้อหา

องค์ประกอบโครงสร้าง (Structural Elements)

ก่อนจะวาดโมเดล เราต้องสร้างหน้าตัด (Sections) ให้ครบก่อน

ไปที่ Define > Section Properties > Frame Sections (สำหรับเสา/คาน) หรือ Slab Sections (สำหรับพื้น) / Wall Sections (สำหรับผนัง)

  • Column: เลือก Design Type เป็น P-M2-M3 Design (รับแรงอัด+ดัด)
  • Beam: เลือก Design Type เป็น M3 Design Only (รับแรงดัดรอบแกนหลักอย่างเดียว)

    Tip: ควรสร้างหน้าตัดเผื่อไว้หลายขนาด เช่น C80x80, C100x100 เพื่อให้ง่ายตอน Design Optimization

  • Modeling Type:
    • Shell-Thin: ใช้ทั่วไป (คิดแรงในระนาบและนอกระนาบ)
    • Membrane: ใช้สำหรับพื้น One-way หรือพื้นที่ต้องการถ่ายแรงลงคานแบบ Tributary Area (ETABS จะไม่คิด Stiffness ของพื้นช่วยรับแรงด้านข้าง)

  • ใช้เครื่องมือ Quick Draw Columns (ลากครอบจุดตัด Grid)
  • ใช้เครื่องมือ Quick Draw Beams (ลากครอบเส้น Grid)
  • ใช้ Quick Draw Floor/Wall คลิกในช่องว่างระหว่าง Grid
  • หรือใช้ Draw Rectangular Floor ลากมุมชนมุม

ผนังลิฟต์ (Core Wall) เป็นตัวรับแรงด้านข้างหลักของตึกสูง

  1. ใช้เครื่องมือ Draw Walls วาดตามเส้น Grid
  2. เจาะช่องเปิด (Openings): วาดผนังเต็มผืนก่อน แล้ววาดวัตถุ “Openings” ทับลงไป หรือใช้คำสั่ง Edit Mesh

เพื่อให้ ETABS ออกแบบเหล็กเสริมในผนังได้ ต้องระบุว่าผนังชิ้นไหนเป็น “เสาเทียม” (Pier) หรือ “คานเทียม” (Spandrel)

  1. เลือกผนัง Core Wall ทั้งหมด
  2. ไปที่ Assign > Shell > Pier Label
  3. ตั้งชื่อ (เช่น P1, P2) แล้วกด Apply

    Note: ผนังชื่อเดียวกัน (P1) ในชั้นต่างกัน จะถูกมองเป็นผนังชิ้นเดียวกันต่อเนื่องจากล่างขึ้นบน ซึ่งถูกต้องแล้ว

เพื่อให้พื้นคอนกรีตทำหน้าที่รวบเสาและผนังให้เคลื่อนที่ไปพร้อมกัน (Rigid Body Motion) เมื่อเจอแรงลม/แผ่นดินไหว

  1. เลือกแผ่นพื้นทั้งหมดในชั้นนั้น (Select > Object Type > Floors)
  2. ไปที่ Assign > Shell > Diaphragms
  3. เลือก D1 (Rigid)
  4. ทำซ้ำให้ครบทุกชั้น (หรือเลือกทุกชั้นแล้ว Assign ทีเดียวก็ได้ โปรแกรมจะฉลาดพอที่จะแยก Diaphragm ของแต่ละชั้นให้เอง แม้จะชื่อ D1 เหมือนกัน)


ไปที่เมนู Define > Section Properties > Frame Sections:

  1. เสา C1:
    • คลิก Add New Property -> เลือก Concrete Rectangular
    • Name: C1, Material: C35
    • Dimensions: Depth 800, Width 800 (mm)
    • คลิก Reinforcement Modify/Show: เลือก P-M2-M3 Design (Column) -> OK -> OK
  2. คาน B1:
    • คลิก Add New Property -> เลือก Concrete Rectangular
    • Name: B1, Material: C35
    • Dimensions: Depth 600, Width 300 -> OK

ไปที่เมนู Define > Section Properties > Slab Sections:

  1. คลิก Add New Property
  2. Name: S20, Slab Material: C35, Thickness: 200 (mm) -> OK

(สำคัญ!) มองที่มุมขวาล่างของหน้าจอ เปลี่ยนจาก One Story เป็น Similar Stories

  1. วาดเสา:
    • คลิกไอคอน Quick Draw Columns (รูปแท่งเสาพร้อมตัว I)
    • ในกล่อง Properties เลือก Property เป็น C1
    • ลากเมาส์ครอบ Grid ทั้งหมด (เสาจะโผล่ขึ้นมาทุกจุดตัด Grid)
  2. วาดคาน:
    • คลิกไอคอน Quick Draw Beams (รูปคานพร้อมเส้น Grid)
    • เลือก Property เป็น B1
    • ลากเมาส์ครอบเส้น Grid ทั้งหมด
  3. วาดพื้น:
    • คลิกไอคอน Quick Draw Floor/Wall (รูปสี่เหลี่ยมมีจุดแดงตรงกลาง)
    • เลือก Property เป็น S20
    • คลิกทีละช่อง Grid เพื่อเติมพื้นให้เต็ม (ยกเว้นช่องลิฟต์)
  4. วาดผนังลิฟต์ (เบื้องต้น):
    • คลิกไอคอน Draw Walls (รูปผนัง)
    • เลือก Property เป็น Wall1 (สร้าง Section พื้นฐานไว้ก่อน)
    • วาดล้อมรอบช่องลิฟต์ (คลิกจุด A-2 -> A-3 -> B-3 -> B-2 -> กลับมา A-2)

[!NOTE] ในบทที่ 5 เราจะมาวาดผนังรับแรงแบบละเอียด (กำหนด Section SW30, Pier/Spandrel Label ตั้งชื่อเป็นระบบ) ตอนนี้วาดเบื้องต้นไปก่อนครับ

  1. Pier Label (ผนังลิฟต์):
    • กด Esc เพื่อออกจากคำสั่งวาด
    • คลิกเลือกผนังลิฟต์ทั้ง 4 ด้าน
    • เมนู Assign > Shell > Pier Label -> พิมพ์ P1 -> กด Add New Name -> OK
  2. Diaphragm (พื้น):
    • กด Ctrl+A เพื่อเลือกทั้งตึก (หรือ Select All)
    • เมนู Assign > Shell > Diaphragms -> เลือก D1 -> OK
  1. เปลี่ยนมุมมองขวาล่างเป็น One Story (สำคัญ!)
  2. กดลูกศรลง ⬇️ ที่คีย์บอร์ด หรือปุ่มลูกศรลงบน Toolbar จนไปถึงชั้น Base (Z=0)
  3. ลากเมาส์ครอบจุดต่อ (Joints) ทั้งหมด
  4. เมนู Assign > Joint > Restraints
  5. คลิกปุ่ม Fixed (รูปตีนเป็ด) -> OK

ตอนนี้โมเดลพื้นฐานพร้อมแล้ว! ไปวาดผนังรับแรงแบบละเอียดกันต่อในบทที่ 5 ครับ 🚀